แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะทวิตเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะทวิตเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด

สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง


ถ้าท่านให้ธรรมะแก่ผู้ใด ผู้นั้นก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทุกชนิด เพราะธรรมทานนั้นเป็นทานอันยิ่งใหญ่เหนือกว่าทานทั้งปวง สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ เนื่องจากก่อให้เกิดความเจริญ งอกงามแก่ชีวิตได้อย่างยั่งยืน

การให้ธรรมทาน ก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้ว ให้รู้ยิ่งๆ ขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ

การรับบริจาค การร่วมสนับสนุนสื่อธรรมะ ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดีวีดี ฯลฯ ซึ่งเพื่อเป็นการเผยแพร่พระธรรมอันมีความประเสริฐยิ่ง ให้มากที่สุดเท่าที่สามารถกระทำได้  จึงเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะช่วยกันพิมพ์แจกจ่ายไปยังภูมิภาค ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผลประโยชน์ทั้งปวงย่อมตกแก่ลูกหลานชาวไทยของเราและแก่สังคมส่วนรวมอย่างมิต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะพิมพ์หนังสือธรรมที่ถูกต้องตามพระไตรปิฏกแจกจ่าย ก็ยังไม่ถือว่าเราได้ธรรมทาน เพราะการให้ธรรมทานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเราให้ธรรมะแล้ว ผู้รับ ทำบุญมากขึ้น ทำบาปน้อยลง

บทความที่เกี่ยวข้อง >> หนังสือธรรมะปลอม

หาความสุขสงบในชีวิต

หากเรารู้จักห่วงสิ่งที่มีให้น้อยลง
ยึดติดให้น้อยลง
มองสิ่งที่มีเป็นเพียงสมมุติ
ถ้าสิ่งนั้นยังคงอยู่ ก็รับรู้ว่ายังมีอยู่
ถ้าสิ่งนั้นหมดสิ้นไป ลอน้อยลง ก็รับรู้ไปตามสภาพ
ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ มีเสื่อมสูญไปตามกาลเวลา
อย่าให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากเกินไป
จนทำให้หลงทางมองหาความสุขสงบในชีวิตไม่เจอ

การดูดวงผิดต่อการเป็นพุทธศาสนิกชนหรือไม่?

การดูดวง


เรื่องของดวงเป็นเรื่องที่ผู้คนสนใจมาก แม้แต่ก่อนสมัยพุทธกาลคนก็สนใจเรื่องดวงดาว คนมักจะคิดว่า ต้องบูชาดิน บูชาน้ำ บูชาลม บูชาไฟ เพื่อที่จะให้เกิดความเป็นสิริมงคล เรียกว่าบูชายันต์ บางทีคนถูกทักเรื่องนั้น เรื่องนี้ คนก็จะบอกว่าต้องไปแก้บน

ในทางพุทธศาสนานั้น ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุบายเท่านั้นเอง ถ้าสมมุติว่าเราไม่เชื่อดวง เราจะเป็นอย่างนั้นไหม คนที่ดูดวงด้วยอำนาจของสิ่งดลบันดาลใจจากภายนอกบอกว่าไม่ทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ มีบัตรสนเท่ห์มากมาย ถ้าไม่ส่งต่อจะเกิดผลเสียหายต่อชีวิต

เรื่องดวงเป็นเรื่องของจิตใจของเราเองที่จะต้องเบรค ติดสติเอาไว้ให้คิดด้วยสติ ด้วยปัญญาของเราเองอย่างรอบครอบ เราก็จะไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของคนดูดวง ถ้าสมมุติว่าคนดูดวงเขาปรารถนาไม่ดีต่อเรา เขาดูดวงไปอย่างนั้น อย่างนี้ จิตใจเราก็อ่อนไหวตามไปด้วย ก็จะทำให้เราเสียอกเสียใจ เอาชีวิตไปฝากไว้กับคนดูดวง กับดวงดาว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงว่าการกระทำของเรานี่แหละเป็นตัวกำหนดชะตากรรม ชะตาชีวิตของเรา ดวงดาวจะทำอะไรได้ ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว ฉะนั้นเรื่องของดวงอยู่ที่จิตของเราเอง

เครื่องผูกสัตว์ไว้ในโลก


ในมิลินทปัญหา

เครื่องผูกทั้งหลายสิบอย่างเหล่านี้มีอยู่ในโลก ขอถวายพระพร, สัตว์ทั้งหลายอันเครื่อง

ผูกเหล่าไรเล่าผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ออกผนวช, ถึงออกก็กลับลาผนวช เครื่องผูกสิบเหล่า

ไหน คือ มารดาเป็นเครื่องผูกในโลกประการหนึ่ง, บิดาเป็นเครื่องผูกในโลกประการ

หนึ่ง, ภริยาเป็นเครื่องผูกในโลกประการหนึ่ง, บุตรทั้งหลายเป็นเครื่องผูกในโลกประการ

หนึ่ง, ญาติทั้งหลายเป็นเครื่องผูกในโลกประการหนึ่ง, มิตรทั้งหลายเป็นเครื่องผูกใน

โลกประการหนึ่ง, ทรัพย์เป็นเครื่องผูกในโลกประการหนึ่ง, ลาภสักการเป็นเครื่องผูกใน

โลกประการหนึ่ง, อิสริยยศเป็นเครื่องผูกในโลกประการหนึ่ง, กามคุณห้าเป็นเครื่องผูก

ในโลกประการหนึ่ง เครื่องผูกสิบเหล่านี้แลมีอยู่ในโลก

เครื่องผูกสัตว์ไว้ในโลก
1. บิดา
2. มารดา
3. ภรรยา
4. บุตร-ธิดา
5. ญาติ
6. มิตร
7. ทรัพย์
8. ลาภสักการะ
9. ยศ
10. กามคุณ 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

ธรรมะออนไลน์


ชีวิตของคนไทยรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ อาจจะทำให้เวลาในการเข้าวัดฟังธรรมชำระจิตใจลอน้อยถอยลงไป การอ่านหนังสือธรรมะ หรือเข้าศึกษาธรรมะ ผ่านเว็บไซต์จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่คนไทยสมัยนี้ให้ความนิยม

บล็อกธรรมะ และยอดเข้าดูเว็บไซต์ธรรมะมียอดเข้าชมวันละกว่า 20,000 ครั้งและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

วิขัมภนปหาน การละกิเลสได้ด้วยข่มไว้ด้วยฌาน

วิขัมภนปหาน การละกิเลสได้ด้วยข่มไว้ด้วยฌาน มักเขียน วิกขัมภนปหาน ตราบเท่าที่ฌานยังไม่เสื่อม กิเลสก็ยังไม่กำเริบ เหมือนกับเอาหินทับหญ้า เมื่อเอาหินออก หญ้าก็งอกขึค้นมาอีกได้

บางครั้งท่านก็พูดสั่งสอนให้เป็นแง่คิด เช่น กิเลสที่เกิดขึ้นกับจิตนั้น อยู่ที่เจ้าตัวผู้นั้นจะเต็มใจรับมันเอาไว้หรือไม่ ถ้าไม่รับ มันก็เกิดไม่ได้ คือ ทำใจให้เหมือนกับใบบัว เมื่อมีน้ำมากระทบ ก็จะกระเด็นร่วงไปโดยที่ใบบัวไม่มีรอยเปียกเลย

ท่านเจ้าคุณนรฯ

คำเปรียบ การเห็นแจ้งในพระนิพพาน

การเห็นแจ้งในพระนิพพานนั้น พระโสดาบันเห็นเหมือนฟ้าแลบ คือพอฟ้าแลบก็เห็นว่ามีอะไรอยู่บ้าง เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม

พระอนาคามีนั้นเห็นเหมือนในคืนเดือนหงาย คือยังไม่ชัดแจ้ง

ส่วนพระอรหันต์นั้นเห็นชัดแจ้งเหมือนในเวลากลางวันเลยทีเดียว

ป่าช้า

ป่าช้า
เรามีความแก่เจ็บตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอก และป่าช้าที่ฝังศพภายในคือตัวเราเอง เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพที่นำมาฝังภายใน หรือบรรจุอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพใหม่ศพเก่าทุกวัน

นึกถึงความตาย

นึกถึงความตายไว้ให้มันเคยชิน วันละหลายๆ ครั้ง หายใจเข้าออกในขณะนี้ เราอาจจะตายในวันพรุ่งนี้ใครจะรู้ได้ ถ้าเราเคยชินกับความตาย เราจะได้ไม่กลัวตาย

วันนี้

วันนี้เป็นของเรา
วันพรุ่งนี้ไม่ใช่

เดือนนี้เป็นของเราแน่
เดือนหน้าไม่ใช่

ปีนี้เป็นปีของเราแน่
ปีหน้าไม่ใช่

เดินทางไกล





เวลาจะต้องเดินทางไกล โดยไปแล้วไม่กลับ (ตาย) น้อยคนนักจะเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเสบียง (บุญกุศล) เพื่อจะใช้ข้างหน้า

แต่เวลาเดินทางไปเที่ยวที่ไหน เพียงวันสองวัน กลับเตรียมข้าวของกันอย่างโกลาหล วางแผนเดินทางกันอย่างดี

โอกาส

โอกาส ของเราทุกคนมีอยู่น้อย เวลาแห่งความตายรุกกระชั้นเข้ามาทุกวินาที จึงไม่ควรประมาท ควรรีบทำกิจที่ควรกระทำ ลดละความเพลิดเพลินหลงใหล มัวเมาต่างๆ ให้เบาบางลง

ผู้ใดรับประทาน ผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม

หากเราต้องการ กรรมดี เป็นของเรา เราก็ต้องประกอบกรรมดีเอง เหมือนกับการรับประทานอาหาร ผู้ใดรับประทาน ผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม

เราจะเอาเงินไปให้ผู้อื่นซื้ออาหารรับประทาน แล้วโอนความอิ่มให้แก่เรานั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากเราต้องการความอิ่มเราก็ต้องรับประทานอาหารเอง


ทุกข์

  • ทุกข์มีเพราะยึด
  • ทุกข์ยืดเพราะอยาก
  • ทุกข์มากเพราะพลอย
  • ทุกข์น้อยเพราะหยุด
  • ทุกข์หลุดเพราะปล่อย
พระอาจารย์ชาญชัย อธิปณฺโญ 

การฟังธรรม

การฟังธรรมในสมัยพุทธกาล ผู้ฟังจะตั้งใจฟังมาก ฟังด้วยใจจดจ่อ จึงฟังอย่างมีสติและมีสมาธิ ฟังไปก็น้อมใจพิจารณาไปตามเหตุผล และน้อมมาดูจิตของตนว่าเห็นผิดอย่างไรบ้าง เป็นการฟังที่มีประสิทธิภาพมาก ผลออกมาจึงมีประสิทธิผล และเกิดประสิทธิคุณ


ต่างจากการฟังธรรมของคนในสมัยนี้ ซึ่งฟังอย่างขาดสติ ขาดสมาธิ ปล่อยให้ใจลอย หรือคิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องต่างๆ ไม่จอจ่ออยู่กับการฟัง จึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือฟังโดยไม่น้อมเข้ามาใส่ตัว

ความสุขจากการปฏิบัติธรรม





ความสุขนี้ไม่ได้มาจากไหน และไม่ได้หนีหายไปไหน...เมื่อใดที่เราเลิกดิ้นรนและปล่อยวางได้ ความสุขก็จะมาเอง...ดังนั้นการปฏิบัติธรรม และการทำสมาธิวิปัสสนาไม่ใช่การหนีทุกข์ แต่เป็นการมาดูทุกข์ให้แจ่มแจ้งแก่ใจเราว่า "เออ... มันเป็นเช่นนั้นเอง"  แล้วทิ้งไป

หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตดี จิตนิ่ง จิตสบาย ซึ่งมักกลับกลายเป็นการทำตามตัณหา... จริงๆ แล้วเราควรปฏิบัติธรรมเพื่อให้เห็นว่าทั้งดี และไม่ดีนั้นเป็นของไม่เที่ยง อยู่เพียงชั่วคราว มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น หมดเหตุก็ดับไป ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การจะทุกข์ หรือสุขเป็นเรื่องของกาย จิตจะดีหรือไม่ดี คิดนั้นคิดนี่ก็เป็นเรื่องของจิตที่ทำงานได้เอง ไม่ใช่ตัวเราของเรา

อาจารย์สุภีร์ ทุมทอง 

การเดินจงกรม ดูความก้าวหน้าที่ตรงไหน

เดินจงกรม




จะดูการเดินจงกรมก้าวหน้าหรือไม่ จะดูความก้าวหน้าต้องดูว่าเราใส่ใจทันแค่ไหน สติเกิดมากแค่ไหนให้เราถามตัวเองว่า

  • เห็นเท้าหรือกายก่อนก้าวหรือไม่  ถ้าเห็นก็เป็น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
  • เห็นความรู้สึกหย่อนๆ เบาๆ หรือไม่ ถ้าเห็นความรู้สึกหย่อนเบาซึ่งเป็นความรู้สึกของจิตเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
  • ถ้าเห็นความรู้สึกสบาย ไม่สบาย ความรู้สึกสบายไม่สบายเป็นเวทนา เรียกว่า เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน
  • และถ้าเห็นสิ่งที่มาปรากฏในกายตึงมีอยู่ในกาย หย่อนมีอยู่ในกาย เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ถ้าเดินจงกรมแล้วสติปัฏฐาน 4 เกิดครบบริบูรณ์ เรียกว่าเรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม

ตอนเดินใหม่ๆ จะเห็นแค่บางอย่าง แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ จะเห็นเพิ่มได้เอง กระทั่งครบสติปัฏฐาน 4 เพราะฉะนั้นเราต้องอาศัยการใส่ใจ การระลึก การกระทำความรู้สึก และปฏิบัติอยู่เนืองๆ ทำบ่อยๆ อย่าท้อแท้ใจ

พระอาจารย์มานพ อุปสโม


ทำไมต้องกรวดน้ำ

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า การกรวดน้ำเป็นสัญลักษณ์ของการมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แก่คนใดคนหนึ่ง เช่น ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารทำบุญเลี้ยงพระทรงหลั่ง ทักษิโณทก (กรวดน้ำ) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการ "อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล" ให้แก่พระญาติที่ล่วงลับของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นมา เวลาทำบุญจึงนิยมใช้การกรวดน้ำเป็นสัญลักษณ์แทนการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล

ความจริงการทำบุญจะไม่กรวดน้ำก็ได้ แต่ให้ใช้วิธีตั้งจิตอธิษฐานแบ่งส่วนบุญกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ หรือสรรพสัตว์ก็ได้ผลเหมือนกัน

ทำไมจึงต้องอนุโมทนาบุญ

เพราะบุญทั้งหลายสำเร็จด้วยการกระทำอนุโมทนา หมายถึง เมื่อเห็นคนอื่นทำบุญ ทำกุศลก็กล่าวคำว่า "สาธุ ขอให้บุญกุศลนั้นจงสำเร็จขออนุโมทนาด้วย" ก็จะได้บุญไปด้วย เพราะเกิดความสุขกับการทำบุญของคนอื่น การได้สรรเสริญ ได้อนุโมทนา ได้ยกย่องคนอื่นที่ทำความดีจิตใจผู้อนุโมทนาก็จะพลอยมีความสุข

เหตุที่ต้องประเคนของแด่พระสงฆ์

เพราะสมัยพุทธกาลมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งออกไปทำไร่ทำสวน จึงนำอาหารไปฝากไว้ที่วัดแถวนั้นในขณะเดียวกับที่พระสงฆ์ออกไปบิณฑบาตพอดี เมื่อพระกลับมาจากบิณฑบาตเห็นอาหารก็เข้าใจผิดว่าชาวบ้านนำมาถวายจึงฉันจนหมด ตกเที่ยงชาวบ้านกลับมาที่วัดเพื่อทานอาหารของตน แต่ไม่พบเพราะพระสงฆ์ฉันจนหมดแล้ว ชาวบ้านจึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่า พระสงฆ์จะสามารถฉันอาหารหรือใช้สิ่งของของญาติโยมได้ก็ต่อเมื่อได้รับประเคนแล้วเท่านัี้น