พระประจำวันเกิด
เรื่องของการไหว้พระประจำวันเกิด เดิมทีพระแปว่าผู้ประเสริฐ การไหว้พระถือว่าเป็นศิริมงคล การไหว้พระปางไหนก็เป็นมงคลทั้งนั้น เพราะว่าเป็นพุทธะ เป็นอบาย กวิธีความฉลาดของครูบาอาจารย์รุ่นเก่าที่ท่นวางไว้ ให้คนรุ่นใหม่ ประพฤติ ปฏิบัติตาม ก็เนื่องเพราะบูรณาจารย์เพื่อจะเอาเป็นของที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจก็มาจำแนกแยกว่า องค์นี้ว่าอยู่ในสัปดาห์นี้ อาทิพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียกว่าปางมารวิชัย ตรงวันไหนก็เลยเอาพระพุทธปางมารวิชัยไปบูชา
การกราบพระ ไหว้พระมันเป็นมงคล เราจะต้องเข้าใจว่าการไหว้พระปางนั้น ปางนี้ว่าจะเกิดบุญ เกิดกุศล เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันที่จริงแล้วขึ้นชื่อว่าการสร้างความดี การบูชาพระ การไหว้พระเป็นมงคลทั้งสิ้น ขอให้เราเข้าใจ
บารมี 10 ประการ
การสั่งสมบารมี การสร้างบารมีนั้นมี 10 ประการตามที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาก่อนการตรัสรู้ บารมี 10 ประการนี้จะเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะของใจ สภาวะของใจ ที่พักของใจนั่นเอง
บารมี 10 มีดังนี้
(1) ทานบารมี จิตใจท่านพร้อมแล้วหรือยังที่จะให้ทานตามความสามารถ เพราะการให้ทานนี่เป็นการทำลายโลภะ ความโลภ
(คำว่าทานบารมีเต็ม ก็คือ จิตใจเรามีำกำลังใจเต็มในการให้ทาน มีความรู้สึกอยากให้อยู่ตลอด โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นและธำรงค์พระุพุทธศาสนา เป็นการให้เพื่อลดความตะหนี่ในใจเราเอง…สำหรับวิธีปฏิบัติคือ หากใครใส่บาตรได้ทุกวันก็ถือว่าดีมาก แต่หากไม่สะดวกแนะนำให้ใส่บาตรวิระทะโย คือ นำเงินใส่กระป๋องทุกวัน แล้วค่อยรวบรวมไปทำบุญ)
ส่วนเสริม สำหรับบางท่านที่ไม่มีเงิน อาจใช้อย่างอื่นแทนเช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือ ไม่มีข้าว ไม่มีเงิน แต่ต้องการให้ทานบารมีเต็ม ให้ปลูกพืชผัก แล้วตั้งใจว่า ผัก(เช่นพริก มะเขือ) ต้นนี้ เราจะไม่กิน ออกผลเมื่อไหร่ จะเอาไปถวายพระสงฆ์ทั้งหมด….
(2) ศีลบารมี ศีลของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเปล่า ทุกวันท่านพิจารณาศีลของท่านหรือเปล่าว่าครบถ้วนไหม
(การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 และกรรมบท 10 ควบคู่ไปด้วย)
(3) เนกขัมมบารมี การถือบวช หรือ การละออกจากกาม การถือบวชในที่นี้ก็หมายถึงว่าเป็นการระงับนิวรณ์ 5 ประการ โดยเฉพาะกามฉันทะ เห็นรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และสัมผัสที่ต้องการการมั่วสุมไปด้วยกามารมณ์เป็นโทษ มันเป็น อนิจจัง ไม่มีการทรงตัว รูปมันสวยไม่จริงสวยนิดหนึ่ง แล้วก็แก่ไปเสื่อมไปทุกวัน เสียงผ่านหูแล้วก็หายไป กลิ่นหอมกระทบจมูกแล้วก็หายไป สัมผัสที่เรานึกว่าดี ความจริงมันเป็นปัจจัยนำโทษมา นี่หมายถึงว่าสัมผัสระหว่างเพศมันนำโทษมาให้ หากต้องการสัมผัสแบบนั้นงานมาก งานมันก็เกิดขึ้นมาก กำลังใจต้องรักษาไว้ซึ่งกันและกัน ต้องเอาใจคนโน้น ต้องเอาใจคนนี้หนักใจมาก
(4) ปัญญาบารมี นี่เราเห็นหรือยังว่าการเกิดเป็นทุกข์ เกิดมาแล้วนี่ภาระต่าง ๆ เต็มไปหมดที่พูดไปแล้วนี่มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นหาความสุขไม่ได้ ถ้าเราจะสุขได้จริง ๆ ก็ต้องวางการเกิดคือวางขันธ์ 5 นี่เป็น ปัญญาบารมี
(5) วิริยบารมี ได้แก่ความเพียร เรามีความเพียรครบถ้วนแล้วหรือยังคือใช้กำลังใจเป็นสำคัญ ไปหักห้ามความชั่วไม่ให้เข้ามายุ่งกับใจ
(6) ขันติบารมี แปลว่า ความอดทน การกระทำความดีที่ฝืนอารมณ์เดิมต้องอดทนเพราะใจมันคอยจะต่ำ มันคบกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือ มีความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เราก็พิจารณาเห็นว่าความรักเป็นโทษ ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นโทษ เราจะฝืนกำลังใจที่มันคบกันมานาน เราก็ต้องใช้ความอดทน ไม่อย่างนั้นเราก็จะทรงตัวอยู่ไม่ได้
(7) สัจจบารมี ความจริงใจ ที่เราตั้งใจจะห้ำหั่นกิเลสทั้ง 3 ประการให้มันสิ้นไปเราจะไม่ละความพยายามทรงสัจจะเข้าไว้ จะไม่ยอมทิ้งสัจจะคือความจริงใจ แต่ว่าการรักษาสัจจะต้องให้มันพอดีพอควร อย่าทำเกินพอดี การนั่งกรรมฐานเครียดเกินไป พระพุทธเจ้าไม่ใช้ ใช้อารมณ์ย่อหย่อนเกินไปไม่ใช้ ใช้อารมณ์พอดี ๆ เพื่อรักษาอาการของขันธ์ 5 ให้เป็นปกติ
(8) อธิษฐานบารมี อธิษฐานต้องตั้งใจไว้เลยว่า การปฏิบัติแบบนี้ เราต้องการพระนิพพาน ไม่ใช่สักแต่เพียงว่าทำเป็นแค่อุปนิสัย ถ้าอารมณ์คิดว่าเป็นแค่อุปนิสัยมันขี้เกียจง่าย ตั้งใจไว้เฉพาะว่าชาตินี้ทั้งชาติ อย่างเลวที่สุดเราจะเป็นพระโสดาบันให้ได้
(9) เมตตาบารมี เมตตาบารมีตัวนี้ก็เป็นตัว ตัดโทสะ ความพยาบาท ที่เป็นกิเลสตัวสำคัญสำหรับ ปัญญาบารมี นั้นตัดโมหะ
(10) อุเบกขาบารมี ทรงอารมณ์เฉย ในเมื่อกฎของกรรมที่เราทำไว้เป็นอกุศลในชาติก่อนที่เราทำมันมาให้ผล เราก็มีอารมณ์สบาย อะไรมันจะเกิดแก่เราบ้าง เราก็สบายที่เรียกว่า สังขารุเบกขาญาณ คือร่างกายมันจะแก่เราก็สบาย เฉย….เรารู้ว่าจะแก่ ถ้ามันจะป่วยใจเราก็สบาย เพราะรู้ว่ามันจะป่วย รักษาตัวเหมือนกัน หายก็หาย ตายแหล่ก็ช่างมัน ของรักของชอบใจที่จะต้องพลัดพรากจากกัน เรารู้ว่านี่เป็นธรรมดา อารมณ์ใจก็เฉย สบาย…เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดา มันจะจากไปเราก็ห้ามมันไม่ได้ คนที่รักกันกับเราเขาประกาศเป็นศัตรูก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขากับเรายังมีกิเลสกัน ต่างคนต่างมีกิเลส เขาจะไปมันเป็นเรื่องของเขาเราไม่ตาม ถ้าเขาจะมาเราก็ไม่ปฏิเสธพร้อมยอมรับ ใจสบายเป็น อุเบกขาบารมี ร่างกายมันจะตายจะพังก็ช่าง จัดเป็น อุเบกขาบารมี
เราสามารถฝืนโชคชะตาได้หรือไม่
หลวงปู่อบรมนั่งสมาธิ
เราอุทิศชีวิตร่างกายนี้เป็นเครื่องบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามธรรมดา การบูชานั้นหมายถึงบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน เราจะต้องเด็ดเอาลงมาจากต้น บูชาธูปจุดเทียน บูชาเทียนจุดเทียน ไม่มีการเสียดายว่าจะหมดสิ้นไป การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วันนี้ก็เช่นนั้นเหมือนกัน ตั้งใขของเราให้มั่นว่าชีวิตของเราเป็นมานานแล้ว ยี่สิบ สามสิบ หรือสี่สิบปี อะไรก็ตามยังไม่ได้บูชาคุณพระรัตนตรัยสักที เอาละในเวลานี้เรานั่งสมาธิภาวนาเราจะบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการยอมสละทุกอย่าง ความคิดความนึกที่ส่งส่ายไปภายนอก สละหมด ปล่อยวาง ละหมดไม่เอากลับตืนมา ตั้งใจตั้งสติกำหนดใจแห่งเดียว ภาวนาอานาปานสติกำหนดจิตให้อยู่ในอานาปานสติกำหนดลมหายใจให้จิตแน่วแน่อยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องไปกำหนดที่ตรงนั้นตรงนี้ หรือไม่ต้องไปกำหนดว่าลมตรงนั้นตรงนี้
แต่หากว่าทำความรู้สึกว่ามีลมหายใจเข้าออก เราจะกำหนดว่ามีเพียงแต่ลมเท่านั้น มันระบายออกระบายเข้า ตั้งสติอยู่ตรงนั้นแหละ กำหนดรู้เพียงแต่ลมเท่านั้นจนแม่นยำมั่นคง แล้วจึงไปจับผู้ที่รู้ลมนั้นอีกทีหนึ่ง ดูผู้ที่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกนั้น ใครเป็นผู้รู้เมื่อจับได้แล้วตอนนั้นลมก็จะหายไป สตินิ่งแน่วอยู่กับอาการที่รู้นั้น (หรือผู้รู้นั้น) อย่างนี้แหละจึงเรียกว่าอานาปานสติ ผลที่สุดลมก็จะไม่มี แต่อย่าไปกลัว ลมไม่มีตายหรอก มันเป็นเพราะภาวนาต่างหาก ถ้าไม่มีลมจริงๆ มันดับมันสูญในขณะนั้นก็ยิ่งดีด้วยซ้ำ ให้มันตายกับภาวนานี้ยิ่งดี เป็นการตายหนเดียวเท่านั้นหมดภพหมดชาติไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เราอย่าไปเสียดายความตาย ถ้ากลัวตายก็ต้องตายหลายครั้งหลายหนไม่ดีหรอก การหัดสมาธิภาวนาให้ลงตรงใจอันเดียว จับตรงใจอันเดียวเท่านี้เป็นพอ
ปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะได้ผล

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเข้าอบรมปฏิบัติธรรมมาก่อน บางคนปฏิบัติมาหลายครั้ง หลายปีแต่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความก้าวหน้า ถึงกับเกิดความท้อถอย เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีวิธีปฏิบัตืกรรมฐานอย่างไรให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำเอาธรรมมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน
การปฏิบัติกรรมฐานนั้นมีวิธีปฏิบัติอยู่ 2 แบบคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานสมถกรรมฐาน หมายถึง การทำสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อเนื่องกันไปนานเท่าที่จะนานได้ เมื่อจิตตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้นได้นานขึ้นๆ จิตจะมีความสงบ มีปิติ เบาใจ อิ่มเอิบใจ มีความสุข และหากมีกำลังมากขึ้นไปอีก จิตจะตั้งมั่นไม่หวั่นไหว(เอกัคคตา) วางเฉย(อุเบกขา) ต่อสิ่งต่างๆ ที่มากระทบหรือที่เกิดขึ้นกับกาย เช่น แม้จะมีเสียงดัง ยุงกัด หรือปวด จิตจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้น วางอุเบกขาอยู่ในความสงบต่อไป
วิปัสสนสกรรมฐาน หมายถึง การฝึกจิตให้เกิดปัญญา เพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายตามกฏธรรมชาติ อันต่างไปจากความเป็นจริงในทางโลกที่มนุษย์สมมุติขึ้นมา ด้วยการนิยามความหมายและให้คุณค่าของสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่เป็นสากลเพราะไม่สามารถใช้กับทุกคนในโลกได้ เช่น ภาษา เงินตรา กฏหมาย ประเพณีต่างไปจากความเป็นจริงทางธรรมชาติหรือกฏธรรมชาติ ได้แก่กฏ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งครอบคลุมทุกสรรพสิ่งเอาไว้ เพราะทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง) มีความขัดแย้งกดดันกันคงทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้เป็นของปรุงแต่งขึ้นมา ไม่สมบูรณ์ในตัว (ทุกขัง) เกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ ที่มารวมตัวกันเข้าในห้วงเวลาหนึ่ง ไม่เป็นของใครจริง บังคับไม่ได้ดังปราถนา (อนัตตา)
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นจริงตามกฏธรรมชาติ เพื่อถอดถอนความยึดมั่นสำคัญผิดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่การปฏิบัติวิปัสสนาก็ต้องอาศัยการทำสมาธิเข้าช่วย การจะทำสมาธิให้ใจมีความสงบนั้นต้องอาศัย ความเพียรไม่ท้อถอย เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนอารมณ์เร็ว เป็นทุกขัง คงอยู่ในสภาวะเดิมได้ไม่นาน เป็นอนัตตา ยากที่จะบังคับให้ได้ดังใจผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรบังคับจิตให้อยู่นิ่งๆ เพียงประคองจิตให้ระลึกรู้หรือมีสติอยู่กับลมหายใจที่เข้า-ออก หากจิตเผลอไปคิดเรื่องอื่นก็ไม่เป็นไร เอากลับมารับรู้ลมหายใจใหม่ เผลออีกก็เอากลับมาอีกไม่ท้อถอย อย่างนี้เรียกว่ามีความเพียร อย่าไปหงุดหงิดขุ่นเคืองที่จิตไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ทำอย่างผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กดดันตัวเอง
จนถึงที่สุด จิตก็จะเป็นอิสระจากกิเลสตัณหา เข้าถึงสันติสุขอันนิรันดร์ความต่างของ วิปัสสนากรรมฐาน และ สมถกรรมฐาน

สมถกรรมฐาน ได้แก่การฝึกจิตให้มีสมาธิ ความสงบ ความมีจิตใจแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
สมถกรรมฐานมีอารมณ์(สิ่งที่จิตใจเข้าไปยึดไว้) ๔๐ อย่างคือ
๑. กสิณ คือวัตถุอันจูงใจให้เกิดสมาธิ มี๑๐อย่าง
๒. อสุภะ คือสภาพที่ไม่งามในที่นี้หมายถึงซากศพในสภาพต่างๆ มี ๑๐ อย่าง
๓. อนุสติ ได้แก่อารมณ์ที่ควรระลึกถึงเนืองๆมี ๑๐ อย่าง
๔. พรหมวิหาร คือธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี ๔ อย่าง
๕. อรูปฌาน คือฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ อย่าง
๖. อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือความสำคัญหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูลมี ๑ อย่าง
๗. จตุธาตุววัตถาน คือการกำหนดธาตุสี่ ได้แก่พิจารณาแยกแยะร่างกายออกให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ
ที่จัดเข้าในธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
วิธีปฏิบัติถมถกรรมฐาน คือการนำเอาอารมณ์เพียง ๑ อย่างใน ๔๐ อย่างที่เหมาะสมกับจริตของตน
มาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติเช่นการภาวนาว่า พุท-โธ เป็นต้น
วิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่อุบายหรือวิธีการทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ตรงต่อสภาวะของมัน
คือ เข้าใจตามความเป็นจริง จนถอนความหลงผิด รู้ผิดได้ถึงขั้นที่ต้องเปลี่ยนท่าทีต่อโลกและชีวิตเสียใหม่ ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆในระหว่างการปฏิบัตินั้น เรียกว่าญาณ(วิปัสสนาปัญญา) สุดท้ายญาณนี้เรียกว่าวิชชา(ความรู้)ภาวะที่จิตมีความรู้แจ้งเป็นภาวะที่สงบสุขผ่องใสและเป็นอิสระจากกิเลส ซึ่งเป็นภาวะตรงข้ามกับอวิชชา(ความไม่รู้) คือความหลงผิดไม่รู้แจ้ง อันเป็นจุดหมายปลายทางของวิปัสสนากรรมฐาน
วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การนำรูปและนาม มาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติคอยกำหนดตามอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน เช่น ขณะยืนอยู่ให้กำหนดรูปยืนทั้งหมด ไม่ใช่ส่วนขา ส่วนหัว ส่วนตัว หรือส่วนแขนยืนอยู่ให้ภาวนาว่า“ ยืนหนอๆ” จนกว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถใหม่อย่าเผลอให้สติออกนอกกาย ให้สติจับอยู่ที่รูปและนาม ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้รูปและนามปรากฏชัด ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานพอสมควร แม้ในอิริยาบถอื่นเช่นเดินนั่งนอนก็ต้องมีสติอยู่กับอิริยาบถนั้นๆหากเผลอ เมื่อไรก็เป็นอันสติหลุดจากปัจจุบันอารมณ์ทันที หากมีเวทนาไม่ว่าจะเป็นสุข เป็นทุกข์หรือเฉยๆ ก็ให้มีสติอยู่กับเวทนาชนิดนั้นๆและเวทนาเหล่านี้จะปรากฏชัดในเวลาที่มี สมาธิมากเท่านั้นหากแต่ว่าความรู้สึกวางเฉยจะไม่ปรากฏชัดเมื่อแรกเริ่ม ปฏิบัติ แต่จะปรากฏชัดหลังจากที่บรรลุถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่ห้าคือภังคญาณแล้วและมัก เกิดในอิริยาบถนั่ง (กรรมฐาน) เมื่อจิตมีราคะโทสะและโมหะเข้าครอบงำก็พึงกำหนดรู้ว่าจิตมีราคะมีโทสะและมี โมหะ ที่เราต้องมีสติกำหนดรู้ให้ทันตามความเป็นจริง เมื่อจิตมีสมาธิจะทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถจับความรู้สึก (จิต) มีราคะนั้นได้และแล้วจิตมีราคะนั้นก็จะหายไปเอง หากจิตฟุ้งผู้ปฏิบัติควรกำหนดรู้อาการฟุ้งอย่างรวดเร็วและทันท่วงที ที่มีความฟุ้งเกิดขึ้นพร้อมกับกำหนดรู้จิตฟุ้งนั้นว่า“ ฟุ้งหนอๆ” การกำหนดนี้จะช่วยให้รู้ตัวมากขึ้นจนสามารถรู้เท่าทันอาการฟุ้งได้อย่างทัน ท่วงที
เมื่อ เข้าใจรูปและนามเป็นอย่างดีแล้วจะรู้สึกต่อรูปและนามว่าไม่มีเราไม่มีเขา ความรู้สึกเช่นนี้จัดว่าเป็นการกำจัดสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่มีอัตตาไม่มีตัว ตน ไม่มีตัวเราหรือไม่มีของเรา แล้วปัญญาจะเห็นประจักษ์ว่า“รูป” ที่เห็นและจิต(นาม)ที่ตามรู้ว่า“เห็น” นั้นเป็นคนละส่วนกันจากนั้นปัญญาจะรู้แจ้งการเกิด– ดับอย่างรวดเร็วของอาการเห็น (รูป) และจิต(นาม) ที่ตามรู้อาการเห็นปัญญาที่เกิดนี้ได้รู้แจ้งพระไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์
และความเป็นอนัตตาของสภาวธรรมเหล่านั้น.
- ทำไมไม่มีแค่วิปัสสนาอย่างเดียว เพราะเป็นเหตุให้บรรลุมรรคผล นิพพานโดยตรง
ขอตอบย่อๆดังนี้ เนื่องด้วยคนเรานั้นมี สติ ปัญญา และจริต ไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการทำจิตให้สงบก่อนแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อ แต่บางคนสามารถเจริญวิปัสสนาได้เลย เพื่อให้เกิดสติ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เข้ามากระทบจะได้ไม่เผลอ พูดผิด ทำผิด เพราะขาดสติ
- จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังปฏิบัติสมถะ หรือวิปัสสนา ....ถ้ากำหนดด้วยอารมณ์ทั้ง ๔๐ อย่าง ข้อใดข้อหนึ่ง
จัดเป็นสมถะ ถ้าเอา รูป-นาม เป็นอารมณ์ในการกำหนดรู้ โดยเอาสติไปกำหนด ดูกาย เวทนา จิต และธรรม จนเกิดสติ และปัญญารู้เท่าทัน ตามความเป็นจริง จนเกิดความเบื่อหน่าย คลายความยึดมั่น ถือมั่น จัดเป็นวิปัสสนา
www.meditation-watmahadhat.com
อริยสัจ ๔

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ๑. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ ๕
๒. ทุกข์สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา -ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ
๓. ทุกข์นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง ๓ ได้อย่างสิ้นเชิง
๔. ทุกข์นิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ ๗. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ ๑. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ ๓. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
กิจในอริยสัจ ๔
กิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละข้อ ได้แก่
-ปริญญา - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา
-ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ
-สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย
-ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา
กิจทั้งสี่นี้จะต้องปฏิบัติให้ตรงกับมรรคแต่ละข้อให้ถูกต้อง การรู้จักกิจในอริยสัจนี้เรียกว่ากิจญาณ
กิจญาณเป็นส่วนหนึ่งของญาณ ๓ หรือญาณทัสสนะ (สัจญาณ, กิจญาณ, กตญาณ) ซึ่งหมายถึงการหยั่งรู้ครบสามรอบ ญาณทั้งสามเมื่อเข้าคู่กับกิจในอริยสัจทั้งสี่จึงได้เป็นญาณทัสนะมีอาการ ๑๒ ดังนี้
- สัจญาณ หยั่งรู้ความจริงสี่ประการว่า
- นี่คือทุกข์
- นี่คือเหตุแห่งทุกข์
- นี่คือความดับทุกข์
- นี่คือทางแห่งความดับทุกข์
- กิจญาณ หยั่งรู้หน้าที่ต่ออริยสัจว่า
- ทุกข์ควรรู้
- เหตุแห่งทุกข์ควรละ
- ความดับทุกข์ควรทำให้ประจักษ์แจ้ง
- ทางแห่งความดับทุกข์ควรฝึกหัดให้เจริญขึ้น
- กตญาณ หยั่งรู้ว่าได้ทำกิจที่ควรทำได้เสร็จสิ้นแล้ว
- ทุกข์ได้กำหนดรู้แล้ว
- เหตุแห่งทุกข์ได้ละแล้ว
- ความดับทุกข์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว
- ทางแห่งความดับทุกข์ได้ปฏิบัติแล้ว
อ้างอิง
ราช บัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๘). พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ ๒ แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. หน้า ๖๕-๖๖
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พุทธธรรม" มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖
http://nkgen.com/11.htm
ไตรลักษณ์ กับ ขันธ์ 5

ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เป็น ลักษณะตามธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป(อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เปลี่ยนแปลงไป อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้) อยู่ทุกขณะ ตัวอย่าง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของแต่ละประจุ แต่ละขณะ อย่างรวดเร็ว จนเป็นเป็นปรากฏการณ์ฟ้าผ่า ชีวิตของมนุษย์ ก็เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นการส่งผ่านของพลังงานแต่ละขณะ เช่นพลังงานแสง พลังงานเสียง และพลังงานอื่นๆ แต่ละขณะจึงเป็นการเกิดดับ อย่างสมบูรณ์แต่ละขณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในสัจธรรม อดีตจึงไม่มี
แล้ว เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าอดีตไม่มี? ถามว่าสิ่งที่เห็นในอดีต ทำให้เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะ สิ่งเดียวกันที่เห็น คนหนึ่งกับบอกว่าสุข คนหนึ่งกลับบอกว่าทุกข์ คนหนึ่งอาจบอกว่าเป็นสิ่งนั้น คนหนึ่งกลับบอกว่าเป็นสิ่งนี้ คนหนึ่งบอกว่าเป็นเพียงธาตุ 4 คนหนึ่งบอกว่าเป็นพลังงานแสงเท่านั้น คนหนึ่งบอกว่าสิ่งนั้นไม่มี จึงได้ข้อสรุปว่า ทุกสิ่งเกิดจากการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น จิตที่ปรุงแต่งความบริสุทธิ์ของพลังงานให้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้
เมื่อ แจ้งในไตรลักษณ์แล้ว ทุกข์ในขันธ์ 5 ก็จะลดลง น้อยลง จนถึงขั้นหมดไป เพราะเมื่ออดีตดับไปอย่างสิ้นเชิงด้วยจิตที่รู้ในไตรลักษณ์ แล้ว จะเอาอะไรมาเทียบให้เป็น สุข หรือทุกข์ เป็น สิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่เหลือก็เพียง การกระทบของพลังงานที่บริสุทธิ์ โดยปราศจากความรู้ แต่เต็มไปด้วยสติ เป็นการกระทบตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแต่ละขณะ ตามธรรมชาติ (เข้าถึงความเป็นปรมัตถธรรม)
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการเห็น เราจึงมีพลังแสง
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการได้ยิน เราจึงมีพลังงานเสียง
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการรู้กลิ่น รู้รส เราจึงมีพลังงานในรูปแบบต่างๆ
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการสัมผัส เราจึงมีธาตุ 4
เมื่อเรามีความปรารถนาครบทั้งหมดเช่นนี้ จึงส่งผลให้ เราต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์ ที่มีความปรารถนาในขันธ์ทั้ง 5 และ ธาตุ 4 ร่วมกัน
เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น เราจะ มีเพียงพลังงานเสียง พลังงานในรูปต่างๆ และพลังงานกล(การสัมผัส)
เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น การได้ยิน เราจึง มีเพียงพลังงานในรูปแบบต่างๆ และและพลังงานกล(การสัมผัส)
เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น การได้ยิน ในการรู้กลิ่น รู้รส เราจึง มีเพียงพลังงานในรูปแบบและพลังงานกล(การสัมผัส)
แล้วทำไมเราจึงมีขันธ์ 5 และธาตุ 4 ที่เป็นทุกข์?
ก็ เพราะเรามีความปรารถนา ในขันธ์ 5 และธาตุ 4 ความปรารถนานี้เกิดจากอวิชชาความไม่รู้ของจิด คือความไม่รู้ในความเป็นไปในสัจจธรรม ของชีวิต ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ของเรา มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น (คือการไม่แจ้งในไตรลักษณ์ และปรมัตถธรรมนั้นเอง) จึงก่อให้เกิด การปรุงแต่งในพลังงานที่เกิดดับอย่างบริสุทธิ์ และเกิดการสร้างพลังงานด้วยจิตที่ไม่แจ้งในไตรลักษณ์ อยู่ตลอดเวลา
และความไม่รู้ว่าชีวิตเป็นเพียงปรากฏธรรมชาติ ตกอยู่ภายใต้ครรลองของพลังงาน นี้เอง
ที่ ก่อให้เกิดความกลัว ทั้งที่จริง ตามครรลองของพลังงานแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะไม่เกิดก็จะไม่เกิด แต่เพราะความไม่รู้ นี้ จึงก่อให้เกิดการปรุงแต่ง เพื่อให้ได้มา และเพื่อหลบเลี่ยง ซึ่งทำไปก็เท่านั้น
อะไรจะเกิดหากเป็นไปตามครรลองของพลังงานแล้วมันก็ต้องเกิด
อะไรไม่อยากให้เกิด หากเป็นไปตามครรลองของพลังงานแล้วมันก็จะไม่เกิด
ดังนั้น เมื่อแจ้งในไตรลักษณ์บ้างแล้ว เราก็จะมีความกล้าหาญ ในคามเป็นไปของชีวิตเพิ่มมากขึ้น
และเมื่อแจ้งในไตรลักษณ์บ้างแล้ว ความปรารถนาในรูปแบบต่างๆ ลดน้อยลง ควรหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
เมื่อ จิตไม่หวนถึงอดีต อยู่กับปัจจุบัน รับและทุกสรรพสิ่ง ด้วยความบริสุทธ์ตามธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่ง ความรู้ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ซึ่งแท้จริงชีวิตก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ขอให้รู้ “ มีจุดต่อมแห่งผู้รู้เมื่อใด นั่นและคือตัวทุกข์”
แต่เมื่อเราพยายามศึกษาไตรลักษณ์ ในขณะที่ยังมีธาตุ 4 และขันธ์ 5 อยู่ จะทำอย่างไร?
จิตบริสุทธ์เป็นธรรมชาติก็อยู่ส่วนจิต ส่วนธาตุ 4 และขันธ์ 5 ก็ปล่อยให้เป็นไปตามความธรรมชาติของมันตามการเกิดดับของพลังงานแต่ละขณะ
อนิจจัง คือความไม่เที่ยง
เริ่มต้นพระพุทธองค์ให้ดูความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
ลงท้ายน้อมเข้ามาที่กายใจ
โดยกำหนด "มุมมอง" ไว้ว่ากายคือส่วนที่เป็นธาตุแข็ง ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ดูง่ายๆว่าไออุ่นในร่างเราคงที่ไหม ดูว่าส่วนที่แข็งจะขืนอยู่ในสภาพเดิมได้ไหม
ส่วนใจนั้น ให้กำหนดมุมมองไว้เป็นความสุข ทุกข์ เฉย ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความหมายรู้หมายจำ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความตั้งใจทำดี ทำชั่ว ทำกิจปกติ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความรู้ชัดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจคิด ไม่เที่ยงเหมือนกัน
เรียกว่ามองกายใจโดยความเป็นขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ทุกขัง คือความทนอยู่ในสภาพใดๆถาวรไม่ได้
เมื่อเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง
นานเข้าก็ย่อมตระหนัก และเกิดความเห็นแจ้ง ประจักษ์ชัด
ว่ากายใจนี้ จะอยู่ในสภาพใดๆก็ตาม ย่อมทนรักษาสภาพนั้นๆไม่ได้เลย
อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ สักแต่มีองค์ประกอบประชุมกัน
เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ของกายใจ
ย่อมเกิดความรู้ ความมีสติที่จะเห็นตามจริงว่ากายใจไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ
ไม่มีใครบัญชาว่าจงคงสภาพอย่างนี้ตลอดไป จงจำให้ได้อย่างนี้ถาวร
อีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ให้กำหนดรู้ความเป็นอนัตตาโดยตรง
ผ่านการเห็นแบบแยกแยะ ว่าอย่างนี้ตา อย่างนี้รูปที่ตาเห็น อย่างนี้อาการเห็น
เมื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้ม ได้แตะ ได้คิดนึก
ก็เหมือนไม้สีกันเกิดไฟ ไฟไม่เป็นตัวของตัวเอง แยกไม้ออกไฟก็ดับ
เหมือนกับสุข ทุกข์ เฉย ย่อมไม่เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มีเหตุคือการประชุมกันของอายตนะ
เมื่อเห็นแจ้งก็เบื่อหน่าย คลายความยึดติดเสียได้ว่านั่นเป็นตัวเป็นตน
แต่ทราบชัดว่าสักว่ามีปรากฏการณ์เพราะเหตุปัจจัยประชุมกันเท่านั้น
ผู้เห็นแจ้งคือจิต ผู้เป็นอิสระคือจิต ผู้หลุดพ้นคือจิต
ขันธ์ 5
ขันธ์ แปลว่า กอง, พวก, หมวด, หมู่, ลำตัว ในที่นี้ เราจะเรียกขันธ์ว่ากอง ดังนั้นขันธ์ 5 จึงน่าจะแปลได้ว่า ของ 5 กองนั่นเอง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจขันธ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กอง คือ
1. รูปขันธ์ (กองรูป)
2. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา)
3. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา)
4. สังขารขันธ์ (อ่านว่า สัง-ขา-ระ-ขัน) (กองสังขาร)
5. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)
นอกจากนี้แล้วขันธ์ 5 ยังจำแนกออกได้เป็น 2 อย่างคือ
1. รูปธรรม ได้แก่ รูปขันธ์
2. นามธรรม ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ วิญญาณขันธ์
เพราะว่า รูป คือ สิ่งที่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้ หรือคือ สภาพธรรมที่มีลักษณะไม่รู้ ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ได้แก่ เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว เป็นต้น
ส่วน นาม คือ สิ่งที่สามารถรับรู้สภาพธรรมได้ หรือคือ สภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ ได้แก่ สภาพรู้ อาการรู้ ธาตุรู้ จิตใจ ปัญญา ความสุข ความทุกข์ ความพอใจ ความดีใจ ความเสียใจ ความหดหู่ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น การเห็น เป็น นามธรรม เป็นวิญญาณขันธ์ ตาเป็นรูปธรรม เป็นธาตุดิน ภาพหรือรูปหรือสีที่เห็นเป็นรูปธรรม เป็นต้น
รูปขันธ์ (กองรูป)
หมาย ถึง สิ่งที่จะต้องสลายไป เพราะเหตุปัจจัยต่าง ๆ รูปประกอบจากธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และ ธาตุลม อันได้แก่ ร่างกาย โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ลองมาจำแนกดูแต่ละตัวอย่าง ร่างกายเราประกอบไปด้วยธาตุ 4 คือ
1. ธาตุดิน ได้แก่ กระดูก เนื้อ หนัง เส้นผม เป็นต้น
2. ธาตุน้ำ ได้แก่ น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเหลือง น้ำย่อย น้ำดี หรือ ของเสียที่เป็นของเหลวในร่างกาย เป็นต้น
3. ธาตุลม ได้แก่ ลมหายใจเข้าและออก เป็นต้น
4. ธาตุไฟ ก็คือ อุณหภูมิความร้อนในร่างกาย เป็นต้น
แต่ความจริงแล้วการรับรู้ธาตุทั้ง 4 นั้น ต้องอาศัยจิต หรือตัวรู้ หรือสภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ รู้สภาพของธาตุนั้น ๆ ซึ่งธาตุนั้นถือว่าเป็นสภาพธรรมเหมือนกัน แต่เป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะไม่รู้ อ่าน ๆ ไป ก็อาจมีคนสงสัยได้ว่า จิตคืออะไร และสภาพธรรมคืออะไรล่ะ ก็จะขออธิบายย่อ ๆ เพียงว่า จิตคือตัวรู้ หรืออย่างที่กล่าวไปว่า สภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ หรือคือการที่เรารู้ตัว นั่นเอง ส่วนสภาพธรรมที่มีลักษณะไม่รู้ ก็คือสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกนี้ ยิ่งอธิบายอาจจะยิ่งงงกันไปใหญ่ ลองมาดูตัวอย่างให้เข้าใจยิ่งขึ้น ที่ว่าตัวรู้
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น รู้ตัวว่าเห็นตัวหนังสือ รู้ตัวว่ากำลังอ่าน รู้ตัวว่ากำลังหายใจเข้า รู้ตัวว่ากำลังหายใจออก รู้ตัวว่าเบื่อ รู้ตัวว่าอ่านแล้วไม่ชอบ หรือ รู้ตัวว่าอยากจะเลิกอ่าน เป็นต้น
ทีนี้มาดูถึงสภาพธรรมที่มีลักษณะ ไม่รู้ ตัวอย่างของสภาพธรรมที่มีลักษณะไม่รู้ เช่น สภาวะที่แข็ง สภาวะที่อ่อน (นิ่ม) สภาวะที่ร้อน สภาวะที่เย็น สภาวะตึง (เช่น การตึงกล้ามเนื้อ เป็นต้น) หรือ สภาวะที่ไหวหรือหย่อน เป็นต้น
ก่อน ที่จะไปไกลกว่านี้ เรากลับมายังเรื่องของรูป รูป คือสภาพธรรมที่มีลักษณะไม่รู้ เพราะรูปไม่สามารถรับรู้สภาพนั้น ๆ ได้ เช่น ธาตุดิน จะมีลักษณะแข็ง แต่ธาตุดินจะไม่สามารถรับรู้ตัวเอง ได้ว่ามีลักษณะแข็ง เป็นต้น หรือ ธาตุน้ำ ก็จะมีลักษณะอ่อนหรือนิ่ม ธาตุลมจะมีลักษณะตึงหรือหย่อน ส่วนธาตุไฟก็จะมีลักษณะร้อนหรือเย็น นี่จะเห็นได้ว่า รูปนั้น เป็นไปตามสภาพต่าง ๆ แต่ไม่สามารถรู้ลักษณะต่าง ๆ ได้
ในตอนท้ายของบทความนี้ เราจะมาสรุปในเรื่องรูปกันอีกที สำหรับรูปนั้นจะเห็นได้ว่า รูปก็คือตัวเรานั่นเอง
เวทนาขันธ์ (กองเวทนา)
หมาย ถึง ความเสวยอารมณ์ ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ ได้แก่ ความเจ็บป่วย ความดีใจ ความเสียใจ เป็นต้น ซึ่งความรู้สึกสุขทุกข์นี้สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 อย่างคือ
1. สุขเวทนา หรือ ความรู้สึกสุขสบาย เช่น ความสบายกาย ความสบายใจ
2. ทุกขเวทนา หรือ ความรู้สึกไม่สบาย เช่น ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
3. อทุกขมสุขเวทนา (อ่านว่า อะ-ทุก-ขะ-มะ-สุก) หรือ ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ คือรู้สึกเฉย ๆ นั่นเอง สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าอุเบกขาเวทนา
บางหมวดสามารถจัดแบ่งเวทนาขันธ์นี้ออกได้เป็น 5 อย่างคือ
1. สุข หรือ ความสบายกาย
2. ทุกข์ หรือ ความไม่สบายกาย
3. โสมนัส หรือ ความสบายใจ
4. โทมนัส หรือ ความไม่สบายใจ
5. อุเบกขา หรือ ความรู้สึกเฉย ๆ เวทนาเกี่ยวข้องกับตัวเราตรงที่เราสามารถรู้มันได้ด้วยใจ
ดังนั้นเวทนาจึงเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ นั่นเอง
สัญญาขันธ์ (กองสัญญา)
หมาย ถึง การกำหนดหมาย ความจำได้หมายรู้ ได้แก่ เรื่องราวในอดีต หรือหมายรู้ไว้ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส หรือ สิ่งที่ต้องกาย) และอารมณ์ที่เกิดกับใจ เช่นว่า เขียว ขาว ดำ แดง ดัง เบา เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่นทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น และจำได้ คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้น ๆ ในเมื่อไปพบเข้าอีก
สัญญาสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 อย่าง ตามอารมณ์ที่หมายรู้นั้น ได้แก่
1. รูปสัญญา หมายรู้รูป
2. สัททสัญญา หมายรู้เสียง
3. คันธสัญญา หมายรู้กลิ่น
4. รสสัญญา หมายรู้รส
5. โผฏฐัพพสัญญา หมายรู้สิ่งต้องกาย
6. ธัมมสัญญา หมายรู้อารมณ์ที่เกิดกับใจ หรือ สิ่งที่ใจรู้
ตัวอย่าง ของสัญญาเช่น รู้ว่าผงสีขาว รสเค็ม นั้นเรียกว่า เกลือในภาษาไทย เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า สัญญาเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ และมีอยู่ในตัวเรา
สังขารขันธ์ (กองสังขาร)
หมายถึง สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย อันได้แก่ ความคิด ที่ส่งผลให้พูดดีหรือพูดชั่ว เป็นต้น
สังขาร อาจแปลได้ว่า สภาพที่ปรุงแต่งใจ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 อย่างคือ
1. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดี หรือเป็นตัวสร้างกุศล เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า กุศลเจตสิก
2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ชั่ว หรือเป็นตัวสร้างอกุศล เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า อกุศลเจตสิก
3. สภาพที่เป็นกลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า อัพยากฤต
สังขาร อาจใช้ได้ในความหมายของเจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำนั้น ๆ จำแนกออกได้เป็น 3 อย่าง คือ
1. กายสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย หรือ กายสัญเจตนา
2. วจีสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา หรือ วจีสัญเจตนา
3. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ หรือ มโนสัญเจตนา
ไม่ว่าจะจำแนกสังขารตามแบบใด สังขารก็เป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ และมีอยู่ในตัวเรา
นอก จากนี้แล้ว สังขารยังอาจหมายความถึง สังขตธรรม หรือ ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มักใช้กับความหมายที่ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ซึ่งสังขารในกรณีหลังนี้หมายรวมถึงทั้งขันธ์ 5 นั่นเอง
ดังนั้น สังขารขันธ์ จึงเป็นสมาชิกย่อย ของคำว่าสังขารในกรณีนี้
วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ)
หมาย ถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ จิต ความรู้ที่เกิดขึ้น เมื่ออายตนะภายใน (อินทรีย์ทั้ง ๖ อันได้แก่ จักขุ-ตา, โสต-หู, ฆาน-จมูก, ชิวหา-ลิ้น, กาย และ มโน-ใจ) และอายตนะภายนอก (อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูป, สัททะ-เสียง, คันธะ-กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ-สิ่งต้องกาย และ ธัมมะ-ธรรมารมณ์ หรือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ) กระทบกัน บางตำรากล่าวว่า คือ ธาตุรู้ หรือ ธาตุสภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ การรับรู้การเห็น การได้ยิน เป็นต้นในปัจจุบันนี้ คำว่าวิญญาณ น่าจะหมายถึงประสาทรับสัมผัส นั่นเอง
วิญญาณสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น ๖ อย่าง คือ
1. จักขุวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางตา (เห็น)
2. โสตวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางหู (ได้ยิน)
3. ฆานวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางจมูก (ได้กลิ่น)
4. ชิวหาวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น (รู้รส)
5. กายวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางกาย (รู้สิ่งต้องกาย)
6. มโนวิญญาณ หรือ ความรู้อารมณ์ทางใจ (รู้เรื่องในใจ)
นั่นคือ จะเห็นได้ว่า วิญญาณจัดเป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะรู้ และมีอยู่ในตัวเราด้วยเช่นเดียวกับ รูป เวทนา สัญญา และ สังขาร
เมื่อ อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงพอจะเข้าใจคำว่าขันธ์ 5 ไม่มากก็น้อย และคงพอจะมองเห็นได้ว่า ร่างกายหรือขันธ์ 5 ของเรานี้เอง ที่ทำให้เราต้องรับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะโทษจากกรรม อาการป่วย หิว กระหาย หรือชราก็ตาม ถ้าเพียงแต่เรารับรู้อาการนั้น ๆ และยอมรับตามสภาพความเป็นจริงได้ จิตใจของเราก็จะไม่เศร้าหมองไปตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นสาเหตุให้เราเศร้าหมอง ก็เนื่องมาจากโทษของการไปยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา ในร่างกายของเขา นั่นเอง
กล่าวโดยสรุปก็คือ ขันธ์ 5 ที่ประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จัดว่าเป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นที่ตั้งแห่งกองทุกข์ทั้งหลาย ถูกปัจจัยต่าง ๆ บีบคั้นเบียดเบียน จึงเป็นเหตุขัดขวาง หรือรอนโอกาส มิให้สามารถทำความดีงามได้เต็มที่ หรืออาจตัดโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง สาเหตุที่สำคัญก็ได้กล่าวไปแล้ว แต่จะข้อเน้นอีกที สาเหตุนั้นก็คือ การยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ว่ามีตัวตนนั่นเอง
ถ้าเราปล่อยวางเสียได้ ก็จะทุกข์น้อยลง เพราะขันธ์ 5 ย่อมเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์คือ อนิจจังหรือไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น การเจ็บป่วย การหลงลืม เป็นต้น ทุกขังหรือเป็นทุกข์ เพราะเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว และเราไม่สามารถรับได้กับสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็ก่อให้เกิดทุกข์ และเป็นอนัตตาหรือความไม่มีตัวตน ได้แก่ ไม่มีความเป็นเจ้าของ ไม่มีสภาพบุคคล สัตว์ สิ่งของ เรา เขา เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครที่จะสามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ เมื่อรู้โทษของการยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้แล้ว เราก็ควรที่จะคลายความยึดมัี่นถือมั่นนั้น และยอมรับมันให้ได้
www.larndham.net
วิธีฝึกสมาธิ อานาปานสติ
วิธีฝึกสมาธิ อานาปานสติ
ธรรมะท่านพุทธทาส
จากเสียงจริงของท่านพุทธทาส
วิธีฝึกสมาธิแบบอานาปานสติ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านทรงแนะนำให้ปฏิบัติ โดยรวบรวมจากปาฐกถาธรรมชุดอานาปานสติภาวนา ของท่านอาจารย์พุทธทาส ที่บรรยายแก่พระภิกษุ และกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม
ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากคณะสงฆ์ไทย และวงการศึกษาธรรมะของโลก ท่านมีอุดมคติที่หยั่งรากลึกด้วยความรอบรู้กว้างขวาง ท่านอาจารย์พุทธทาสคือปราชญ์ ผู้ประยุกต์วิธีสอนปฏิบัติให้สอดคล้องง่ายดายกับพื้นความรู้อุปนิสัยของคนไฝ่รู้ทุกคน วิธีฝึกสมาธิวิปัสสนา คือมรดกธรรมชิ้นสำคัญยืนยันคุณสมบัติดังกล่าวนั้น
http://www.buddhadasa.com/sound10_anapa/anapanasati.html
ถึงโลก ถึงธรรม
พระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาในโลก เป็นศาสดาเอกด้วยการตรัสรู้ชอบเอง ไม่มีครูอาจารย์สอน แล้วก็ทรงนำเอาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้นมาสอนแก่มวลมนุษย์ทั้งปวงด้วย ธรรมที่สอนนั้น สอนมีเหตุมีผล มิใช่ไม่มีเหตุมีผล เป็นของอัศจรรย์สมควรที่ผู้รู้ทั้งหลายจะเข้าใจได้ แลไม่ได้บังคับให้ผู้ใดมานับถือ แต่เมื่อผู้ฟังทั้งหลายได้มาฟัง ตรึกตรองตามเหตุผลแล้วเห็นดีเห็นชอบ มีเหตุมีผลแล้วเลื่อมใสศรัทธา จึงเข้ามานับถือด้วยตนเอง ผิดจากศาสนาอื่นแลลัทธิอื่น บางศาสนาบางลัทธิซึ่งเขาห้ามไม่ให้วิจารณ์ศาสนาของเขา ส่วนพระพุทธศาสนาท้าให้วิจารณ์ได้เต็มที่เลย พิจารณาเห็นเหตุเห็นผลแน่ชัดด้วยตนเองแล้ว จึงนับถือด้วยความเป็นอิสระ
คนในสมัยนี้พากันสนใจในธรรมปฏิบัติกันมาก ไม่ว่าเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ ไปที่ไหนก็พูดถึงเรื่องภาวนากันเป็นส่วนมาก จะเป็นเพราะมีพระคณาจารย์มาก และกอปรที่โลกเจริญมากแต่ค้นหาแก่นธรรมไม่ได้ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายมาก ส่วนพระภิกษุแลสามเณรซึ่งบวชในพระพุทธศาสนาแท้ ๆ กลับสนใจกันน้อยไป
ถึงอย่างไรก็ดี ผู้ปฏิบัติตามครูอาจารย์ แลปฏิบัติตามแบบตำราก็ดี เท่าที่ได้สังเกตดูหลายด้านหลายทางแล้ว มักยึดเอาหลักปฏิบัติยังไม่ได้ ปฏิบัติไปตามศรัทธาอย่างนั้นแหละ น่าชมมากที่มีศรัทธาเป็นหลัก ผู้เขียนขอแนะนำหลักปฏิบัติ เพื่อยึดเอาไว้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
พระพุทธศาสนาสอนให้ เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ผู้ใดทำกรรมดีย่อมได้รับผลของกรรมดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลของกรรมชั่ว คนอื่นจะรับแทนไม่ได้ ๑
สอนให้ ทำทาน การสละสิ่งของของตนให้แก่สัตว์ อื่นแลบุคคลอื่น ด้วยจิตเมตตาปรารถนาความสุขแก่บุคคลอื่น ถึงวัตถุที่ให้นั้นจะเป็นของน้อยนิดเดียวก็ดี หากมากด้วยจิตเมตตาของก็จะเป็นของมากเอง ๑
สอนให้ รักษาศีล ด้วยจิตวิรัติเจตนางดเว้นตัวเดียว โดยมีหิริ-โอตตัปปะเป็นมูลฐาน จะเป็นศีล ๕-๘-๑๐-๒๒๗ ก็ตาม ถ้ามีจิตวิรัติเจตนางดเว้นตัวเดียว โดยมีหิริ-โอตตัปปะเป็นมูลฐานแล้ว เป็นอันถึงที่สุดของการรักษาศีลได้ทั้งนั้น ๑
สมาธิ สอนให้เห็นโทษของอารมณ์ที่เกิดมาอายตนะ ๖ ซึ่งมันแส่ส่ายไปยังโลกธรรมทั้งแปด เป็นทุกข์เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วย่อมสละปล่อยวาง แล้วย้อนเข้ามาอยู่ที่จิตแห่งเดียว ๑
ปัญญา สอนให้ค้นคว้าสิ่งทั้งหมดที่มาปรากฏอยู่ที่จิต ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีให้เห็นเป็นแต่เกิดจากปัจจัย เมื่อปัจจัยในสิ่งนั้น ๆ ดับไปแล้ว สิ่งเหล่านั้น ๆ ก็ดับไปหมด จะเหลืออยู่แต่ธรรมสิ่งเดียว ๑
ผู้มาพิจารณาเห็นชัดแจ้งด้วยใจของตนเองอย่างนี้แล้ว ผู้นั้นปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาอันนี้ไม่มีการเสื่อม และไม่หลงงมงายในสิ่งที่ไร้สาระ เข้าถึงธรรมอันแท้จริง จะเรียกผู้นั้นว่าอริยบุคคลหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะปฏิบัติธรรมเข้าถึงที่สุด คือ ใจ แล้วสิ้นสงสัยในธรรมทั้งปวง
ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์แก่นักปฏิบัติไม่มากก็น้อย เมื่อปฏิบัติตามดังได้อธิบายมาแล้ว
http://www.thewayofdhamma.org/page2/moradok211.html
บุญกิริยาสิบ
1.ทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการบริจากทาน
" ทาน" คือการให้ การสละ การเผื่อแผยแบ่งปัน วัตถุที่ควรให้ ได้แก่ วัตถุ ๑๐ อย่าง คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย และประทีปโคมไฟ ให้ด้วยการบูชาคุณ ความดี คือ ถวายแก่สงฆ์ หรือให้ด้วยเมตตา โดยอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ ขาดแคลน ด้วยเจตนาที่ดีทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนจะให้ กำลังให้ และให้ไปแล้ว ก็ยังมีความชื่นชมยินดีในการให้นั้น โดยไม่หวัง ผลตอบแทนใดๆ การให้เช่นนี้เป็นทานที่มีผลมากมีอานิสงส์มาก
2.สีลมัย บุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล
ศี ล มั ย บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล " ศีล " คือ ความ ประพฤติที่ดีงาม ความมีระเบียบวินัย และความมีมรรยาทงดงาม การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย การควบคุมตน ให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน เว้นจากความชั่วคือ เว้นจากการฆ่า เว้นจากการใช้ผู้อื่นฆ่า
เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ เว้นจากการขโมย การละเมิดกรรมสิทธ์ และทำลายทรัพย์สิน
เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการล่วงละเมิดในบุคคลที่ผู้อื่นรักใคร่ หวงแหน
เว้นจากการพูดเท็จ พูดไม่ตรงต่อความที่เป็นจริง
เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งของความประมาท เว้นจากสิ่งเสพติดทั้งปวง
3.ภาวนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
" ภาวนา " แปลว่า การทำให้มีขึ้น ทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ การฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบ ขั้นสมาธิและปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติไว้ ๒ ประการ คือ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
4.อปจายนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงตนเป็นคนอ่อนน้อม
อปจา ยนะ คือ ความอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง ผู้มีความประพฤติอ่อนน้อม ผู้ที่ขัดเกลาความมานะ และนิสัยกระด้างออกแล้ว รู้จักบุคคลที่ ควรจะ อ่อนน้อมด้วย ในฐานะใด ในสภาพใด
......สำหรับบุคคลที่ควรจะอ่อนน้อมด้วย มี ๓ ประเภท คือ
...... ๑. วัยวุฒิ ผู้ที่สูงกว่า ด้วย วัย
...... ๒. ชาติวุฒิ ผู้ที่สุงกว่า ด้วยชาติ ตระกูล
...... ๓. คุณวุฒิ ผู้ที่สูงกว่า ด้วยคุณธรรม
5.ไวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการขวานขวายช่วยในกิจการที่ชอบ
เวยยา วัจจมัย คือ การขวนขวาย ช่วยเหลือ ในธุระ กิจการงานของผู้อื่น ที่อยู่ในขอบข่ายของศีลและธรรม เช่น ช่วยเป็นธุระ จัดการในงานบุญ งานกุศล ของส่วนรวม ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แก่สังคม หรือ ขวนขวาย ทำกุศลต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นการพยาบาลผู้เจ็บไข้ การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยต่างๆ เป็นต้นว่า ไฟไหม้ ถูกรถชน ตกน้ำ หรือแม้แต่การชี้บอกทาง การช่วยพาคนข้ามถนน ให้ได้รับความปลอดภัย เป็นต้นเหล่านี้ ก็ชื่อว่าเป็นบุญที่ขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น
6.ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
7.ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
การอนุโมทนาในส่วนบุญ ที่ผู้อื่นแบ่งให้ หรือพลอยยินดีด้วยในส่วนบุญที่ผู้อื่นกระทำ ชื่อว่า "ปัตตานุโมทนา"
8.ธัมมสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังพระสัทธรรม
การ ฟังธรรม เป็นการศึกษาหาความรู้ เพื่อให้เกิดปัญญา เข้าใจในหลักพระธรรมคำสอน ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถจะนำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏนี้ได้
9.ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงพระธรรมเทศนา
การ แสดงธรรม ด้วยใจที่หวังจะให้ผู้ฟังได้รับประโยชน์ โดยที่ตนมิได้มุ่งหวังในลาภสักการะใดๆ จัดเป็นบุญที่เรียกว่า “ธรรมทาน” เป็นบุญที่ให้ผลมากว่าทานทั้งปวง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสวา “การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง”
10.ทิฏฐุชุกรรม การกระทำความรู้ความเห็นแห่งตนให้ตรง
“ทิฏฐิ” แปลว่าความเห็น เช่น “สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นชอบ หรือ “มิจฉาทิฏฐิ” ความเห็นผิด ส่วนคนที่มีความอวดดื้อถือดี หรือยึดมั่นในอุดมการณ์ต่างๆ อย่างงมงาย โดยไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น คือมีความเชื่อมั่นในความเห็นของตนเองว่าอย่างนี้ถูก ถือเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่แต่ประการเดียว โดยที่ยังมิได้พิจารณาด้วยเหตุและผลว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก บุคคลนั้นชื่อว่าผู้มีทิฏฐิ
http://board.palungjit.com/f124/บุญกิริยาวัตถุ-10-a-45390.html
สมาธิ ที่ตั้งมั่นแห่งจิต

สมาธิ ในความหมายของพจนานุกรม แปลว่า ที่ตั้งมั่นแห่งจิต แต่สมาธิในความหมายของการฝึกปฏิบัติ คือการทำใจให้นิ่ง ซึ่งต่างจากร่างกายที่ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งแข็งแรง แต่จิตใจนั้นตรงกันข้าม คือจิตใจหวั่นไหวย่อมอ่อนแอ แต่หากหยุดนิ่งเฉยได้แล้วจะยิ่งมีพลัง เหมือนการรวมโฟกัสของแสงให้เป็นจุดเดียวกัน
สมาธิ คือ อาการที่ใจตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว อย่างต่อเนื่อง หรือ อาการที่ใจหยุดนิ่งแน่วแน่ ไม่ซัดส่ายไปมา เป็นอาการที่ใจสงบรวมเป็นหนึ่งแน่วแน่ มีแต่ความบริสุทธิ์ผ่องใส สว่างไสวผุดขึ้นในใจ จนกระทั่งสามารถเห็นความบริสุทธิ์นั้นด้วยใจตนเอง อันจะก่อให้เกิดทั้งกำลังใจ กำลังขวัญ กำลังปัญญา
การทำสมาธิ ตามหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ถึง 40 วิธี ทุกวิธีล้วนเป็นไปเพื่อจุดหมายเดียว คือการทำให้จิตใจสงบแต่ที่วิธีการมีเยอะนั้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า สมถกรรมฐานเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นฐานนิสัยของแต่ละคน
เมื่อกล่าวถึงสมาธิ(Meditation) ต้องเข้าใจในเบื้องต้นว่า สมาธิมิใช่เรื่องของฤๅษีชีไพร หรือมิใช่เป็นเรื่องที่ประพฤติปฏิบัติได้เฉพาะผู้ที่เป็นนักบวชเท่านั้น แต่สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกฝนอบรมจิตใจ และเป็นการพัฒนาจิตใจให้มีความมั่นคง ตั้งมั่น และทำให้มีคุณภาพทางจิตใจที่ดีขึ้น ซึ่งในทางพระพุทธศาสนานั้น สมาธิสามารถประพฤติปฏิบัติได้ ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อความมีชีวิตที่อยู่เป็นสุขในเพศภาวะของผู้ที่ยังครอง เรือนและยังเป็นการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นสำหรับผู้ที่เป็นนักบวชอีกด้วย
อ้างอิง
http://th.wikipedia.org
